happy anniversary my spc :)

posted on 08 Dec 2011 08:38 by chalisping
 พี่แพม ขอบคุณมากนะ เวลาที่ผ่านมาอ่ะ ถ้านับตั้งแต่ช่วงแรกๆที่เราเจอกัน เราก็รู้จักกันมามากกว่าหนึ่งปีแล้ว ปิ๊งก็ไม่รู้อะไรที่ทำให้เราได้คุยกัน แต่ปิ๊งก็รู้สึกดีทุกครั้งที่มีพี่แพมอยู่ข้างๆปิ๊งเสมอ เวลาที่ปิ๊งเสียใจ พี่แพมก็ทำให้ปิ๊งรู้สึกว่ายังมีคนที่ดีอยู่ข้างๆปิ๊งเสมอ ไม่ว่าปีหน้า พี่แพมจะไปเมืองนอก เราอาจจะไม่ค่อยได้เจอกัน ห่างกัน แต่ปิ๊งก็ไม่ลืมพี่แพมหรอกนะ ปิ๊งก็ไม่รู้ว่า ทำไมเวลาที่เราต้องห่างกัน มันเร็วขนาดนี้ แต่ปิ๊งก็จะจำทุกอย่างเอาไว้ ขอโทษ ถ้าบางทีไม่ค่อยได้ดูแลพี่แพม แต่ตอนนี้ปิ๊งจะทำเวลาที่เหลืออยู่ให้ดีที่สุดนะ นึกถึงช่วงเวลาที่เราคุยกัน มันก็มีความสุขดี :) ปิ๊งจะเก็บเวลาเหล่านั้นไว้เสมอนะ happy anniversary1 year 2 month นะ ปลาบู่ -3- (: 55555555555555555

ไม่มีใครฟัง .

posted on 26 May 2011 14:56 by chalisping
 นี่ก็ผ่านมาอาทิตย์กว่าๆแล้ว ที่ฉันไม่มีเค้าอยู่ในโรงเรียน  เคยมั้ย ? บางครั้งคนเราไม่รู้สึกว่าตัวเองต้องการอะไร ทั้งที่จริงๆมันเป็นเรื่องที่คนเราน่าจะรู้สึกขาดมากที่สุด ... พี่คนนึงในโรงเรียนแห่งหนึ่งของฉัน เค้าย้ายโรงเรียนไปโรงเรียนอื่นในปีนี้ ก็ไม่รู้ทำไม เหมือนว่าเค้าก็ไม่ได้ใส่ใจเราหรอก แต่ทำไมเราถึงคิดถึงหน้าของเค้าอยู่ได้ทั้งวัน บางครั้งฉันก็แปลกใจ ถ้าสักวันนึงเราเกิดรู้ว่าคนที่เรารักที่สุด คือคนที่จากเราไปแล้ว ห่างกันไปแล้ว เราจะรู้สึกยังไง จะร้องไห้ออกมาบ้างมั้ย ? กับการที่ต้องวนเวียนอยู่ที่สถานที่เดิมๆ เดินวนไปวนมาอยู่ในที่เก่าๆ ทั้งที่เค้ากลับไปมีสังคมใหม่ๆในที่อื่นแล้ว ฉันยังเคยคิด หลายครั้ง ถ้าฉันเป็นคนที่เค้าไม่ต้องการ ก็ไม่เป็นไร . ฉันแค่ต้องการให้เค้าใช้ชีวิตของเค้าต่อไปในโรงเรียนเรื่อย ขอแค่ได้เห็นหน้าเค้าทุกวัน เห็นเค้ามีความสุข ขอแค่นั้น ไม่ว่าเค้าจะเกลียดฉัน หรือ รำคาญ ขอแค่นี้ได้มั้ย ขอให้ได้เห็นหน้าเหมือนเดิม แบบที่เราเคยมี ถ้าเป็นแบบนั้นได้จริงๆ ก็คงจะดี แต่ถึงพูดไปตอนนี้ มันก็เป็นไปไม่ได้แล้วใช่มั้ย ? รู้อยู่ การที่เรามานั่งคิดถึงเค้า มันเป็นเรื่องที่ไม่ได้อะไรตอบกลับมาเลย ความรักไม่ใช่กระจก ที่ว่าถ้าเรารู้สึกอย่างไรกับใคร แล้วเค้าก็จะรู้สึกเช่นนั้นกับเรากลับมา ตอนนี้เค้าก็คงไปเจออะไรใหม่ๆ ส่วนเราก็นั่งอยู่ที่เดิม ตรงที่เราเคยมีเค้าอยู่ใกล้ ๆ แต่ถึงยังไง เราก็ขอเป็นแบบนี้ เราขอนั่งอยู่ในอดีตที่เค้าเคยสนใจ เราจะไม่ใส่ใจอนาคตที่เราจะไม่มีเค้าแล้ว ... อยากบอกความรู้สึกนี้ แต่คงทำได้แค่เขียนมันออกมาใช่มั้ย ? บอกกับตัวเองคงไม่ผิดอะไร 'ในเมื่อความจริงไม่มีคนที่อยากฟัง' ถ้าพูดมันออกมาได้ จะไม่พูดพร่ำเพรื่อแล้ว ฉันจะรอบอกกับเขาเอง และจะเก็บมันเอาไว้ จนกว่าวันนึง ฉันจะไม่อ่อนแอต่อความรู้สึกตัวเอง จะเก็บความรู้สึกไว้ในกล่อง ไม่เปิดมันขึ้นมาอีก  ' จนกว่าสักวันจะได้ใช้มันกับใคร '
  
'ไม่ผิดใช่ไหม ? ขอพูดกับตัวเอง ไม่มีใครได้ฟัง.'

ความรักแบบอิสระ

posted on 25 Apr 2011 23:47 by chalisping

ความรักแบบอิสระ

10:15 น.
ความรักแบบอิสระ ?
มันคืออะไร ….. ในความคิดของฉัน มันหมายถึง บางสิ่ง บางอย่าง ที่เกิดขึ้นโดยเราไม่รู้ตัว ความบังเอิญที่มีใจที่ตรงกัน แต่ว่า … เค้ากลับมีคนที่ชอบแล้ว เราก็เลยต้องทำคำว่า “รัก” ที่เรามีให้เค้า ให้กลายเป็นเพียงแค่สิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเท่านั้น แค่รักแบบอิสระ รักแค่ในจิตใจของเราคนเดียว รู้อยู่คนเดียว พอใจแค่เราผู้เดียว ไม่ต้องการให้อีกฝ่ายรับรู้อะไรทั้งนั้น แม้ว่าในฝัน เราอาจจะจินตนาการอะไรหลาย ๆ อย่างไว้มากมาย แต่ในความเป็นจริง มันก็เป็นแค่ “ ความรักแบบอิสระ” ถ้าคุณเข้าใจคำนี้อย่างลึกซึ้ง คุณคงเป็นคนที่พิเศษนะ เพราะขนาดฉันเขียนเรื่องนี้เอง ฉันยัง รู้สึกงงความคิดตัวเองเลย ตกลงจะไปยังไงเนี่ย 55555 เพราะฉันเอง…. ก็ยังคงทำใจไม่ได้ จึงยังไม่สามารถยอมรับคำว่า “รัก” ของฉัน ให้กลายเป็น “รักแบบอิสระ” ได้ละมั้ง = = แต่คุณรู้มั๊ย ถ้าคุณสามารถยอมรับคำว่า รักแบบอิสระได้ คุณคงจะเป็นคนที่บรรลุพื้นฐานของความรักเพราะว่าความรักนั้น ต้องเตรียมใจให้รับรู้ถึงความเจ็บ และต้องยอมรับให้มันกลายเป็นแค่เรื่องขำ ๆ ของคุณในชีวิตได้ อย่าเรียกมันว่า “การตัดใจ” แต่ให้เรียกมันว่า “ความรักแบบอิสระ” แทน แล้วชีวิตของคุณ จะมีความสุขมากขึ้น……. ;-)

ห้องที่อยู่ตลอดไป <3

posted on 26 Feb 2011 21:00 by chalisping

by Pingcha I-cinq on Saturday, February 26, 2011 at 8:55pm

       ถ้าจะให้พูดถึงพี่ไตรซี นี่ก็ผ่านมาหนึ่่งปีเต็มแล้ว ที่พวกเราไอแซงค์ไม่ได้นั่งอยู่ในห้องตรงข้ามกับพี่ไตรซี ส่วนพี่ไตรซีก็ไม่ได้นั่งอยู่ห้องตรงข้ามกับพวกเราชาวไอแซงค์   รู้สึกว่าปีนี้มีอะไรเปลี่ยนไปมากมาย พี่ไตรซีที่เคยนั่งอยู่โต๊ะใกล้ๆกัน  บางคนก็เปลี่ยนโต๊ะไกลกันเป็นโยด บางคนก็บังเอิญได้มานั่งกับน้องที่รู้จัก บางคนก็ได้นั่งอยู่กับน้องห้องอื่น หรือแม้บางคนที่ปีที่แล้วไม่มีน้องโต๊ะอยู่ไอแซงค์ ก็ได้มานั่งร่วมโต๊ะกับน้องไอแซงค์สักที  และอีกทั้งพี่ๆอีกหลายคน ที่สอบติดโรงเรียนอื่น ก็แยกย้ายหายกันไป บ้างเรียนต่อต่างประเทศ บ้างย้ายโรงเรียน  บ้างก็ไม่รู้อยู่ไหน แต่รู้แค่ว่าไม่ได้อยู่โรงเรียนแล้ว

                  แต่…  ทำไมนะ ? พวกเราไอแซงค์ทุกคน ยังรู้สึกว่าพี่ไตรซีไม่ได้หายไป เหมือนยังอยู่ที่เดิม ยัง “เหมือนเคย” ไม่เปลี่ยนไปเลย เหมือนเพลงของ บอย โกสิยพงศ์ ที่ร้องว่า ‘แม้เวลา จะพ้นไป นานสักเท่าไหร่ เธอยังคงสดใสได้อย่างเหลือเชื่อ’ เหมือนสิ่งที่ยังคงอยู่ที่เดิม ความสดใส น่ารักของพี่ๆ ยังอยู่ตรงนี้ ไม่ได้หายไปไหนเลย : ) หลายครั้งที่พวกเรามองไปแล้วไม่มีพี่ดาวเขียวนั่งอยู่อีกฝั่งของตึกเก่า ก็มีความรู้สึก คิดถึง และ อยากให้เวลาย้อนกลับไป  … กลับไปในตอนที่พี่ๆยัง ยิ้มและหัวเราะอยู่ในห้องมอสามทับหนึ่ง  เวลาที่พวกเราได้นั่งอยู่ห้องตรงข้ามกับพี่ไตรซี ก็รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก และความรู้สึกนั้น มันก็ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ยังรู้สึกดีอยู่ทุกครั้ง ที่ได้อยู่ใกล้ๆพี่รุ่นนี้

     ปีนี้ พวกเราไอแซงค์ขอบคุณมากเลย ที่พี่ๆไตรซีช่วยเหลือในอะไรหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นดราม่า ที่พวกเราได้คำแนะนำและได้กำลังใจมากมายจากพวกพี่ๆ หรือสิ่งต่างๆที่ พี่ๆไม่เคยจะลืม นั่นก็คือ  ‘ความห่วงใย’  ที่ไม่เคยหายไปเลย ไม่ว่าจะนานสักแค่ไหน เราก็ยังรู้สึกได้ถึงความน่ารักของพี่ ๆอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าตอนนี้พี่ๆจะจบไอซีไปแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่า พี่ๆจะจบไปแค่ไอซี ออกไปแค่ห้องมอสามทับหนึ่ง แต่ ‘ไม่ได้ออกไปจากใจของพวกเราชาวไอแซงค์เลย’

            บางทีพวกเราเคยคิด … บางห้วงเวลาหนึ่ง เราเกิดมาเพื่อพบเจอใครบางคน เกิดมาเพื่อหาใครสักคน   แต่ ความคิดเราก็ได้เปลี่ยนไป ตั้งแต่วันนั้น วันที่พี่ๆเข้ามาเป็นพี่มอสามไอซี เราก็เพิ่งรู้ว่า                                                  

      ‘ในห้วงเวลาหนึ่ง บางทีคนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อเจอใครสักคน ..  เราเกิดมาเพื่อเจอใครหลายคน ; )’                                    

   ซึ่งมันเป็นครั้งแรก ที่พวกเรารู้สึกแบบนี้  ใครจะไปคิด..ว่าแค่ช่วงเวลาสั้นๆ 1 ปี 2 ปี เราจะได้เจอคนพร้อมกัน40กว่าคน ที่ทั้งน่ารักทุกคน และ เป็นคนดีทุกคน  แต่ตอนนี้ เราก็เจอแล้ว และเราเชื่อว่ามันมีอยู่จริง เพราะ พี่ได้สร้างมันให้อยู่ที่นี่ ที่วัฒนาแห่งนี้แหล่ะค่ะ : )

   ‘สองปีที่ผ่านมา พวกเราขอบคุณพี่ไตรซีมากเลยนะคะ และเราจะไม่ลืม พวกเราไอแซงค์ขอสัญญา

                  เพราะพี่ๆไม่ได้อยู่แค่ห้องไอซีหรอกค่ะ… พี่ๆอยู่ในห้องหัวใจน้องไอแซงค์ทุกคนด้วย <3
                                                                                                                                 I-cinqTri’cee

ค่ายบุรฉัตร 140 วอวอมอสอง

posted on 25 Feb 2011 21:51 by chalisping

by Pingcha I-cinq on Friday, July 2, 2010 at 9:58pm

ตั้งแต่ก้าวแรกที่พวกเราเด็กวอวอมอสองก้าวเข้าสู่ค่าย เราก็ไม่รู้ว่าพวกเรารับรู้ความรู้สึกอะไร(รู้แค่ว่าที่นี่แหล่ะที่ต้องอยู่กับตูไปอีก3วัน TT ) บางคนก็ตื่นเต้นจนโคดเว่อร์ บางคนก็มั่นใจในตัวเองจนหน้าหมั่นไส้ 55555555 บางคนก็กลัวจนลืมว่าตัวเองเป็นมนุษย์ 55555555 ช่วงแรกๆที่ค่ายก็ให้ทำกิจกรรมที่ธรรมดาๆทั่วไป ถือว่าก็โอ สบายใจดี ไม่ค่อยมีอะไรมาก แต่้พอเวลาผ่านไปไม่นาน ก็มีผู้ชายคนนึง เดินเข้ามาอย่างช้า ๆ หน้าตาเหมือนคนเมา เดินเอียงๆ ตาเป็นขีด พูดเหมือนคนไร้สติ นั่นคือ......... (คนที่คุณก็รู้ว่าใคร) 555555555555 เค้าเดินเข้ามา ทุกคนรู้สึกได้ถึงความเยือกเย็น ด้านหลังของทุกคนว๊าบขึ้นมาแบบไม่รู้ตัว เค้าเป็นคนที่บ่นถึงความฉลาดและความอ่อนแอได้อย่างแยกประเด็นไม่ได้ เพราะมันไปเรื่อยๆ ไม่มีวันหยุด เหมือนกับว่า(ถ้าแกยังอยู่ ชั้นก็พูดไปได้เรื่อยๆ) ไม่มีหยุดจริงๆ เกี่ยวเนื่องกับทุกเรื่องได้ เป็นคนที่เฟคเก่งจนเกินคำบรรยาย ไม่รู้เป็นอะไรมากมั้ย ? เช่น " โอ๊ะ มีคนขยับนิ้ว แสดงว่าไม่เข้าใจว่าผมพูดอะไร ผมจะเริ่มพูดใหม่" "ผมเป็นคนลืมง่าย เวลามีคนมาขัด ผมจะลืมทุกอย่างที่พูดไปหมดเลย" "พวกคุณมีความฉลาดมากขึ้น คุณรู้ว่าคุณอยู่กับใครและต้องทำอย่างไร" "พวกคุณมีทั้งความโง่และความอ่อนแอ คุณต้องหาอะไรสักอย่างมาทดแทน" 55555555555555555 เยอะจริงๆ ใครมีอีกก็เติมให้ด้วยละกัน เค้าให้พวกเรายืนทำท่าหลายๆท่าในระยะเวลานานๆ เดินไปเดินมารอบๆ ให้ตะโกนทุกๆอย่างให้ดังๆ พอถึงตอนกินข้าว พวกเราก็คัดฉะๆๆๆๆๆ แล้วก็ขอเติมอะไหล่ แล้วก็กินๆๆ อาหารอร่อยดีชอบมาก 555555555555 พอถึงตอนเข้าที่พัก ทุกคนก็พบว่า พัดลมกับไฟเปิดไม่ได้ บางห้องต้องรอน้ำที่เปิดมาช่วงแรกๆไหลให้หมดก่อน เพราะช่วงแรกน้ำจะมีสีเขียว ๆ อาจเป็นเพราะสหนิมหรืออะไรก็ตาม ช่างมันเหอะ 55555555555 กลับมาหาคนที่คุณก็รู้ว่าใครของเรากันต่อ หลายครั้งที่ฉันและพวกเราทุกคนแอบด่าว่าเค้าในใจ แอบนินทาเค้ากับเพื่อน แอบทำหน้่าไม่พอใจตอนเค้าหันหลังให้เรา แต่ว่า.......เค้าได้สอนให้ฉันได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง ไม่ใช่แค่ระเบียบวินัย แต่เป็นการรับมือกับสังคมในปัจจุบัน ฉันชอบประโยคนึงที่เขาพูด เขาพูดว่า "เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ไม่ใช่ให้สถานการณ์ปรับตัวเข้าหาเรา" เมื่อไรที่เค้ามายืนประจันหน้าอยู่ต่อหน้าเรา เราก็รับรู้ได้ว่า เค้าคงไม่ปรับตัวเข้าหาเราหรอก เราสิ่ ต้องปรับตัวเข้าหาเค้า หลังจากนั้นพวกเราเด็กวอวอทุกคนก็มักสังเกตเค้าตลอด ตราบใดที่เค้าเดินมา ทุกกองก็คงเงียบ และนั่งนิ่งๆ ฉันแอบคิดว่าท่าทางทุกอย่างที่เค้าวาง คำพูดที่เย็นชา สายตาที่ใช้มองพวกเราทุกคน ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของตัวเค้า ไม่ใช่เค้าจริง เ็ป็นสิ่งที่เ้ค้าสร้างขึ้นมาเพื่อพวกเรา(เฟคเพื่อวินัย 55555555 ) ให้พวกเราได้เข้าใจอะไรหลายๆอย่าง ถ้าเค้าเป็นทหารคนนึง ที่ยืนอยู่ริมทาง พอเราส่งยิ้มให้ เค้าก็ส่งยิ้มกลับ เราก็คงไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้นแล้ว ;) ฉันแอบเสียใจอยู่เล็กๆ เพราะฉันรู้สึกว่าฉันยังไม่ได้พูดกล่าวขอบคุณหรือส่งรอยยิ้มความจริงใจไปให้เค้า เคยคิดบ้างมั้ย ? ว่าการกระทำที่เค้าแสดงออกมา ไม่ได้เป็นเค้าทุกอย่าง ฉันรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้รู้จักตัวตนแท้ๆ การที่รู้จักกับเค้าแค่นั้น ก็เหมือน"ไม่ได้รู้จักเค้าเลย" เหมือนแค่ภาพลวงตา ยังอยากรู้ให้มากกว่านั้น เชื่อสิ่ บางทีเค้าอาจเป็นคนแรกที่เราคิดถึงที่สุดเมื่อกลับบ้านมาก็ได้ ....
(วันสุดท้ายรู้สึกว่าเค้าไปเขมร ไม่รู้ว่าไปเสกอะไรเข้าท้องพวกเรารึเปล่านะ 555555555 ลล.ๆจ้า)
"พวกเราคิดถึงคนคนนั้น คนคนนั้น คุณครูรุ่งของพวกเรา "
ปล. พวกคุณมีทั้งความโง่และความอ่อนแอ อ่านให้จบด้วย ทราบหรือไม่
ตะโกนในใจสิ่ ว่า.............. (ซาบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ)
ขอบคุณค่ะ หวังว่าสิ่งนี้จะสร้างรอยยิ้มให้คนบางคน. ;)